Friday, 26 September 2008

เกิดเป็นคนไทย ต้องอดทน

25-Sep-08

เกิดเป็นคนไทย ต้องอดทน


นั่นไง ... หัวเรื่องแบบนี้ อย่าคิดว่าจะพูดเรื่องการเมืองเชียว ที่จะพูดถึงคือเรื่องส่วนตัวล้วนๆ ไม่เกี่ยวกับการเมืองแม้แต่นิด

หลังจากเรียนจบ ก็วางแผนที่จะกลับบ้านละ เหตุที่ต้องกลับนี่เหมือนโดนบังคับเลยนะ ไม่ได้ใครสั่งให้กลับด้วยสิ แต่เป็นเพราะ วีซ่าหมด!!

เหมือนสวรรค์ประทาน ... ตามกฎใหม่ของเยอรมนี นักเรียนที่จบจากสถาบันการศึกษาของเยอรมันเนี่ย สามารถยื่นเรื่องขอต่อ Residence Permit เป็นแบบ Aufenthaltserlaubnis zur Arbeitssuche หรือ Residence Permit เพื่อการหางานทำในเยอรมนีได้อีก 1 ปี ถือว่าเป็นสิทธิ์ของนักเรียนที่ควรจะต่ออายุเป็นแบบนี้ไว้เลย ถึงแม้ว่าจะไม่ได้หางานทำจริงๆ ก็เหอะ

พอสอบจบ ได้เกรดมาเรียบร้อย ก็จัดการเดินเรื่องเลย สอบถามมาหมดว่าต้องใช้เอกสารอะไรในการยื่นขอต่อ Residence Permit แบบนี้ได้ ก็สรุปว่าต้องใช้เอกสารบางอย่างที่วุ่นวายพอสมควร

อย่างแรกเลย คือ ดีกรี ... หรือถ้าบ้านเราเรียกกันว่าปริญญาบัตร ของแท้ จากมหาลัย ... ตายห่า จะเอามาได้ยังไง เพื่อนบางคนยังไม่ได้สอบจบเลย แล้วเราก็เพิ่งสอบจบไปเมื่ออาทิตย์ก่อนนี้เอง ยังไงกว่าจะได้ดีกรีตัวจริง ก็คงอีกเป็นเดือนโน่น แต่วีซ่าน่ะ จะหมดกลางเดือนตุลาอยู่แล้ว

ยังไงก็ทำอะไรไม่ได้แฮะ ... ถ้า print ดีกรีเองได้ก็คงทำไปแล้ว สุดท้ายก็เลยตัดสินใจเข้ามหาลัยไปปรึกษาธุรการ ว่าสามารถออกใบรับรองอะไรมาแทนเพื่อไปต่อ Residence Permit ก่อนได้มั้ย เพราะถ้าปล่อยให้ Permit ที่เรามีอยู่หมดเนี่ย ก็จบเลย ถือว่า Permit ขาด โดนไล่กลับไทยแถมกลับเข้ามาอีกไม่ได้ จนกว่าจะขอวีซ่าเข้าประเทศใหม่หมด ซึ่งนั่นก็จะเสียสิทธิ์การเป็นนักเรียนมาก

ทางธุรการก็บอกว่าได้ แต่ต้องขอยืนยันเกรดกับฝ่ายจัดสอบก่อน ต้องใช้เวลานิดหน่อย ก็โอเค ... ทิ้งไปสามสี่วัน ไปถามอีกที ธุรการบอกว่า เอกสารน่ะ ยืนยันแล้วว่าจบ ผ่านหมดทุกอย่าง แต่ต้องใช้ลายเซ็น dean ซึ่งก็ไม่รู้ว่า dean จะอยู่เมื่อไหร่ ก็เลยรับปากไม่ได้ว่าจะได้เอกสารวันไหน ... เฮ้อ ถ้าปลอมลายเซ็น dean ได้นี่ก็คงทำไปละ ... ได้ติดคุกเยอรมันสมใจแน่

นี่มันก็จะปลายเดือนอยู่แล้ว เอกสารก็ยังไม่ได้เลย ... นอกจากเอกสารรับรองเกรดตัวนี้ ยังต้องใช้เอกสารจากธนาคาร เป็น financial proof ว่าที่เราจะขอต่อ residence permit ออกไปอีกหนึ่งปีเนี่ย เรามีเงินพอที่จะอยู่กินในเยอรมันได้จนครบปี นั่นแปลว่าต้องมีเงินในบัญชีที่นี่เยอะมาก (ขั้นต่ำที่ระบุไว้คือราวๆ เจ็ดพันยูโร) ... ก็อาจจะต้องเสียเวลาโอนเงินจากบัญชีที่ไทยมาเข้าที่นี่ไว้อีก

เอกสารโน่นก็ไม่ได้ นี่ก็ไม่เรียบร้อย แต่ก็ยังหน้าด้าน เข้า foreign office ไปถามให้รู้เรื่องเลย ว่าถ้าเอกสารเราครบเนี่ย ใช้เวลาในการดำเนินการนานเท่าไหร่ ... ได้คำตอบมาว่า สองอาทิตย์ ถือเป็นอันจบกัน ยังไงก็ทำไม่ทันแล้ว บ๊ายบาย residence permit ... เฮ้อ...

นี่แหละนะ ... ถึงบอกว่าเกิดเป็นคนไทยต้องอดทน ... เพราะถ้าเป็นประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะ USA, แคนาดา, และกลุ่ม EU เนี่ย มันไม่เห็นต้องมาวุ่นวายเรื่องเดียวกับเราเลยซักนิดเดียว เดินทางไปไหนก็ได้ เที่ยวกระจายรอบโลก แทบไม่ต้องใช้วีซ่าเลย หรือแม้กระทั่งทำงาน บางที่ก็ไม่ต้องใช้ work permit ด้วยซ้ำไป



ประเทศเราถือว่ามี Visa Restrictions Index ต่ำมาก รู้สึกว่าจะอยู่ที่ประมาณ 52 มั้ง (หมายความว่า หนังสือเดินทางไทย สามารถเข้าประเทศต่างๆ ทั่วโลกได้ 52 ประเทศ โดยไม่ต้องใช้วีซ่า) ในขณะที่พวกอเมริกา แคนาดา ยุโรปเกือบทุกประเทศ ญี่ปุ่น มี Index อยู่ที่ราวๆ 150 … (เกือบหมดโลกแล้วนะนั่น) แม้กระทั่งสิงคโปร์ มาเลเซีย เพื่อนบ้านเราแท้ๆ ก็อยู่ที่ราวๆ 150 เหมือนกัน ... เกิดอะไรขึ้นกับประเทศไทยนะ

ถ้าพูดเหตุผลเรื่องนี้ก็คงยาว หลักๆ แล้วก็เกี่ยวกับคนไทยที่ไปสร้างชื่อเสียงไม่ดีไว้ที่ต่างประเทศ รวมถึงอาชีพผิดกฎหมายที่เกี่ยวกับการค้ามนุษย์ พูดไปพูดมาอาจรุนแรงไปเข้าเรื่องการเมืองได้ เอาเป็นว่าไม่อยากพูดถึงละ ... ทำใจ และอดทนดีกว่า

ยังไงก็ภูมิใจที่เกิดมาเป็นคนไทย (แค่ต้องอดทนกับบางเรื่องนิดหน่อย ถือว่าเรื่องเล็กน้อยน่า)


Sunday, 21 September 2008

Mercedes-Benz

20-Sep-08

Mercedes-Benz


ทำใจอยู่นานเหมือนกัน กะว่าจะไม่เขียนเกี่ยวกับรถตราดาวแล้วนะเนี่ย แต่คันมือน่ะ ทนอ่านไปหน่อยละกัน

เรื่องก็มีอยู่ว่า วันพฤหัสที่ผ่านมา (18 กันยา) มีโอกาสได้ไปชมโรงงาน Mercedes-Benz ที่ Bremen หรือชื่อโรงงานเต็มๆ เป็นภาษาเยอรมันว่า Mercedes-Benz Niederlassung Weser-Ems โรงงานนี้ถือว่าเป็นโรงงาน Mercedes ที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลกเลยล่ะ พื้นที่โรงงานทั้งหมดก็ราวๆ 1.4 ล้านตารางเมตรเท่านั้นเอง (ใหญ่ห่าๆ)

ออกตัวก่อนเลย ว่าส่วนตัวแล้ว ถึงจะชอบรถ แต่ก็ไม่ชอบเมอร์ซิเดส อาจจะถึงขั้นอคติเล็กๆ ด้วยนิดนึง (ส่วนตัวจริงๆ นะ) คือ.. รู้สึกว่ามันไม่สวยน่ะ แล้วด้วยความที่ประเทศชาติบ้านเรา มีลัทธิบูชาดาวกันทั่วประเทศ ยิ่งเพิ่มความไม่ชอบไปกันใหญ่ ... แค่มีรถตราดาว ไปไหนคุณยามก็เคารพนับถือ บางคนก็คุยว่ามีไว้ประดับบารมี (มันประดับกันได้ด้วยหรือ.. แล้วบารมีนี่หน้าตาเป็นอย่างไร อยากจะเห็นตัวเป็นๆ สักครั้ง) มันเป็นอะไรกันมากไหมเนี่ย ... ประเทศบ้านเกิดมันเอง ใช้เป็นแท็กซี่ก็ไม่เห็นจะเสียหายอะไร อ้อ... ลืมบอกว่า เป็นความเห็นเกี่ยวกับแบรนด์นะ ไม่เหมารวมถึงคนขับเบนซ์ ใครขับอยู่ก็อย่าตกใจ ไม่ต้องจาม



สำหรับโรงงาน Mercedes-Benz Bremen Plant เนี่ย เป็นโรงงานหลักสำหรับผลิตรถตราดาวสามแฉก ในรุ่น C-Klasse (ทั้งซีดาน และ เอสเทต), SLK, SL, GLK และ CLK มีกำลังในการผลิตได้ราวๆ 2,000 คันต่อวัน โรงงานรันตลอด 24 ชั่วโมง ใช้แรงงานสามกะ หรือมันก็คือโรงงานนรกดีๆ นี่เอง (ความจริงก็เหมือนกับโรงงานรถยนต์อื่นๆ แหละ เพราะโรงงานพวกนี้ ถ้าปล่อยให้เครื่องจักรหรือหุ่นยนต์หยุดรัน ก็จะสิ้นเปลืองเวลามาก)

ส่วนตัว (อีกแล้ว) ก็เป็นคนชอบดูโรงงานนะ เคยดูโรงงานพวกอุปกรณ์คอมพิวเตอร์มาบ้าง โรงงานโน้ตบุ๊ค โรงงานเมมโมรี่ ... ส่วนรถยนต์ก็เคยดูมาสองสามยี่ห้อละ ส่วนมากมาตรฐานการผลิต กับเนื้องานจริงๆ ก็จะดูได้จากขั้นตอนต่างๆ ในโรงงานนี่แหละ แต่เสียดายที่แทบทุกโรงงานไม่อนุญาตให้ถ่ายรูปเลย (กลัวจะลอกกันมั้ง)



ดูโรงงานครั้งนี้ ก็ได้คนของ Mercedes เป็นคนพาทัวร์แหละ แต่ก็ได้ดูไม่ครบทุกไลน์นะ รวมๆ แล้วก็มาตรฐานค่อนข้างดี การประกอบส่วนบอดี้เกือบทั้งหมด ใช้หุ่นยนต์ แล้วก็เริ่มมาใช้แรงงานคนในช่วงการประกอบแดชบอร์ด แผงที่นั่ง แผ่นบุหลังคา พรม ฯลฯ ไลน์ผลิตก็แยกๆ กันตามรุ่นรถ ส่วน preference ชุดแต่งต่างๆ ก็มีการควบคุมอีกทีนึง พวกชุดแต่ง AMG ก็ประกอบจากโรงงานออกไปเลย ปะปนไปกับรุ่นทั่วๆ ไป

กำลังจะประทับใจกับยี่ห้อดาวสามแฉกนี้อยู่แล้วนะ ก็เกิดเหตุจนได้ ที่ขั้นตอนของการประกอบแดชบอร์ด ตอนที่พนักงานของโรงงานขับรถฟอร์คลิฟต์ขนอุปกรณ์ผ่านมา แล้วก็เบรครถ ทักกับคนที่พาเราทัวร์นี่แหละ ดันเบรคแรงไปหน่อย กล่องอุปกรณ์ที่ขนมาก็หล่นกระจายเต็มพื้น ทั้งแผงคอนโซลหน้ารถ ปุ่มต่างๆ ตะแกรงแอร์ ฯลฯ ... ทักทายกันเสร็จ ก็มาไล่เก็บตามพื้นใส่กล่องเหมือนเดิม ... เจ้าของรถคันที่ได้อุปกรณ์กล่องนั้นก็คงซวยไป



เสร็จจากดูโรงงาน เมอร์ซิเดสก็เปิดห้องโชว์รถให้ดูนิดหน่อย เป็นพวกเบนซ์ SL รุ่นเก่าๆ ประตูปีกนก กับโมเดลใหม่ๆ ที่ผลิตที่โรงงานแห่งนี้ มีเลี้ยงขนม เลี้ยงน้ำ เป็นอันจบ

ดูเสร็จ ... ความเห็นส่วนตัว ยังคงเหมือนเดิม ... DO NOT BUY MERCEDES !

Monday, 15 September 2008

ซื้อออนไลน์

15-Sep-08

ซื้อออนไลน์


อีกหนึ่งความสะดวกสบายของชีวิตที่นี่ คือเวลาซื้อของนี่แหละ ... เกือบทุกอย่างสามารถซื้อออนไลน์ให้มาส่งที่บ้านได้หมด ส่วนมากค่าส่งฟรี และส่วนมาก ราคาถูกกว่าเดินออกไปซื้อตามร้าน! ... ยังสงสัยไม่หายเลยว่า แล้วทำไมคนถึงเดินออกไปซื้อตามห้างกันวะเนี่ย

ของที่ราคาถูกกว่าชัดเจนมากๆ คือพวกอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้าทั้งหลาย มีบ้างที่หนังสือราคาถูกกว่า (แต่ถึงราคาเท่ากัน ก็ส่งฟรีอยู่ดี) ... ตั้งแต่มาอยู่นี่ สั่งซื้อของผ่านเน็ตไปเป็นสิบรายการแล้ว ผ่าน amazon.de ก็เยอะ ไม่นับพวกซื้อตั๋วรถไฟ ตั๋วเครื่องบินอีกนะ สะดวก ง่าย ไม่ต้องเดินทาง ไม่ต้องต่อคิว เมื่อไหร่บ้านเราจะทำได้แบบนี้บ้างก็ไม่รู้สิ



เอาตัวอย่างล่าสุดเลย ที่เกิดอยากได้ CompactFlash ใหญ่ๆ ซักตัว ก็เลยไปเดินเช็คราคาตามห้าง ร้านอิเล็กทริปนิกส์ ร้านกล้อง ได้ราคามาแบบงงๆ ... ร้านแรก Kingston ความจุ 4GB ความเร็ว 45X (ดีที่สุดที่มันมีละ) ขายราคา 59 ยูโร .... ก็ผ่านไป เพราะอยากได้ 8GB มากกว่า ถามร้านที่สอง มี 8GB ยี่ห้อโนเนม ไม่ทราบความเร็ว ขายอยู่ 94 ยูโร .... เฮ้ย แพงไปปะ เพราะเช็คราคาดูกับที่เมืองไทย ราคานี้ซื้อยี่ห้อดี รุ่นดีที่สุดได้เลยนะเนี่ย .... ผ่านไปเช็คร้านที่สาม เป็นร้านกล้อง ก็มีขาย SanDisk Extreme III ความจุ 8GB ความเร็ว 133X ขายราคา 73 ยูโร ค่อยพอฟังได้หน่อย แต่ก็ไม่ได้ซื้อนะ จดกลับมาอย่างเดียว

สุดท้ายก็เปิดเน็ตดูอยู่ดี ก็ไปได้ SanDisk Extreme III 8GB นี่แหละ รุ่นเดียวกันจาก amazon.de มาในราคา 38.30 ยูโร !! แถมส่งฟรีอีกตะหาก ... อยากรู้จริงๆ เลยว่าที่มันขาย 73 ยูโร หรือรุ่นอื่นที่ห่วยกว่าแต่แพงกว่าเนี่ย มันได้กำไรเท่าไหร่กันฟะ... แต่ราคาที่ซื้อมาได้นี่ก็ถูกจริงๆ แหละ ถูกกว่าซื้อเมืองไทยอีก ... อ้อ ของใหม่มือหนึ่ง แล้วก็ของแท้ด้วยนะ ที่นี่ไม่มีของปลอม



สองวันต่อมา... ของก็มาส่งถึงมือเป็นที่เรียบร้อย ใช้งานได้ดีไม่มีปัญหา ... ถ้าจะให้เมืองไทยทำแบบนี้ได้ คงต้องพัฒนาอีกหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นระบบช้อปปิ้งออนไลน์ และไปรษณีย์ไทย ตอนนี้ก็ได้แต่อิจฉาระบบของประเทศอื่นๆ ไปก่อน รอบ้านเราทะเลาะกันเสร็จแล้วหวังว่าคงจะพัฒนาอะไรให้เราได้ใช้ของดีๆ กันบ้างนะ

Sunday, 14 September 2008

ครบปีพอดี .. ขอบคุณนะ

14-Sep-08

ครบปีพอดี .. ขอบคุณนะ


ผ่านไปหนึ่งปีพอดิบพอดี ... ตั้งแต่คืนวันที่ 14 กันยา 50 ที่ออกเดินทางมากบดานอยู่บ้านนอกบ้านนา (ถ้าเรียกว่าเมืองนอกเมืองนา จะดูน่าหมั่นไส้ขึ้นสองร้อยเปอร์เซนต์) ... เป้าหมายทุกอย่างก็ถือว่าสำเร็จลุล่วงไปหมดละ เรียนจบได้ทันหนึ่งปี ตามที่หวังไว้

หนึ่งปี สองประเทศ สองปริญญา หนักแบบมีช่วงที่ท้อหลายครั้ง แต่ก็ถอยไม่ได้เลยซักครั้ง ... มาจนถึงวันนี้ ก็ยังพูดได้ไม่เต็มปากซะที ว่าที่ทำไปหนึ่งปีเนี่ย มันคุ้มมั้ย ... สถานะตอนนี้ก็กลับไปเป็นเด็กจบใหม่ ตามล่าหางานทำ โดยที่ยังมองไม่เห็นถึง benefit ของการใช้เวลาหนึ่งปีของการเรียนโท ... เอาไว้ถึงวันนึง ที่เริ่มรู้สึกว่ามันคุ้ม แล้วจะมาเล่าให้ฟัง

ถึงแม้วันนี้ จะยังไม่ได้เรียนจบอย่างเป็นทางการ ยังไม่ได้รับปริญญา ยังไม่ได้ทรานสคริปต์ เพราะดันทะลึ่งจบเร็วกว่าชาวบ้านนิดหน่อย (ซึ่งเป็นเรื่องมหัศจรรย์มาก เพราะปกติต้องให้ไฟมาเผาจนเกรียมก่อน) เพื่อนๆ ส่วนมากก็ยังไม่ได้นัดสอบ defense กัน หรือบางคนก็นัดแล้ว แต่ยังไม่ถึงวันสอบ ถึงตอนนี้เพิ่งมีคนปลดประจำการ สอบเสร็จเรียบร้อยไปแค่ 3 คนเอง แต่ก็มีคนที่เราอยากขอบคุณเอาไว้มากๆ อยู่หลายคนเหมือนกัน กับความสำเร็จครั้งนี้ เริ่มเลยละกัน

อันดับแรก แน่นอนอยู่แล้วล่ะ ขอบคุณคุณพ่อและคุณแม่ ที่ให้การสนับสนุนมาโดยตลอด ตั้งแต่ให้กำเนิด ส่งเรียนจนจบประถม มัธยม ป.ตรี ป.โท ด้วยค่าเทอมอันแสนแพง สนับสนุนในทุกเรื่องที่เราอยากทำ ที่เราชอบ ... อยากถือโอกาสขอบคุณ และ ขอโทษไปพร้อมๆ กัน (ยังไงพ่อกับแม่ก็เข้ามาอ่านทุกวันอยู่แล้ว ผ่านทางนี้ไปก่อนนะ รอจนเจอกันไม่ไหวหรอก) ที่เคยทำให้ปวดหัวอยู่บ่อยๆ รวมถึงเรื่องบ้าๆ บอๆ ให้เป็นห่วงอยู่เรื่อยๆ .... แต่วันนี้ อู๋ทำสำเร็จอีกขั้นนึงแล้วนะ ความสำเร็จอันนี้ยกให้พ่อกับแม่ไปหมดเลยละกัน =)

ขอบคุณพี่ชายตัวดี ที่ให้เรารบกวนได้หลายๆ เรื่อง และไม่ว่างานจะยุ่งยังไง ครอบครัวก็มาก่อนเสมอ ... ขอบคุณญาติพี่น้องทุกคน ที่ให้กำลังใจ และ สนับสนุนอย่างเต็มที่ ถึงส่วนมากจะอยู่คนละจังหวัดต่างกันไป แต่ก็ดีใจจริงๆ นะ ที่ได้อยู่ในครอบครัวนี้

ขอบคุณครูทุกคนที่เคยสอนและอบรมเรามา (ถึงเราจะไม่ค่อยเชื่อฟัง) มิส มาสเตอร์ที่อัสสัมฯ อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ บางมด และโปรเฟสเซอร์ทั้งหลายที่อังกฤษและเยอรมัน วิชาความรู้ทุกอย่าง (ทั้งที่ลืมแล้ว และยังไม่ลืม) มีประโยชน์กับเรามากๆ ทั้งในวันนี้และอนาคต ไม่มีวันที่จะลืมบุคคลเหล่านี้ไปได้แน่ อาจารย์บางท่านที่เราต้องขอบคุณเป็นพิเศษ ก็ได้บอกเป็นการส่วนตัวไปแล้ว ขอไม่เอามากล่าวถึงนะ

ขอบคุณพี่ๆ เพื่อนๆ น้องๆ ที่โอเวอร์คล๊อกโซน เกือบห้าปีที่น้าเป็นทีมงาน (ที่นี่ เราเป็นน้าน่ะ อย่าตกใจ) ผ่านอะไรด้วยกันมาเยอะแยะ ได้ประสบการณ์จากที่นี่ไปมากมาย หนึ่งปีที่จากกันมาเพราะเหตุจำเป็น ช่วงที่มาเรียนนี้ ไม่มีเวลาเข้าไปดูแลเลยจริงๆ แต่หลายๆ คนก็ยังถามไถ่ ว่าน้ายังสบายดีไหม เป็นอย่างไรบ้างแล้ว แค่ทักมาไม่กี่คำ ก็ทำให้น้าดีขึ้นมากแล้วล่ะ ขอบคุณเพื่อนสมาชิกที่มาส่งน้าถึงสนามบิน ก็ยังไม่ลืมทุกคนนะ ยังอยากไปมีตติ้งด้วยบ่อยๆ ยังอยากดูแลเว็บบอร์ด อยากจัดกิจกรรมดีๆ ให้สมาชิกอยู่เหมือนเดิม ขอบคุณพี่ตี๋เป็นพิเศษ และเพื่อนๆ ทีมงาน (รวมถึงอดีตทีมงาน) ทุกคนอีกครั้ง

ขอบคุณเพื่อนอัสสัมฯ สพพ.๙ ปาล์ม (รวมถึงแฟนมึง และ แฟนเก่ามึง) โจ้ ต้า อิก ปุ๋ย ... อ้าว เอ๊กซ์ กูไม่ได้ลืมมึงนะ เพื่อนกลุ่มเด็กเรียน ที่ทำงานรุ่นด้วยกัน โดดเรียนด้วยกัน จนมาสนิทกันได้ยังไงก็ไม่รู้ แต่กูรักพวกมึงมาก ไว้นัดกินข้าวกันอีกบ่อยๆ ถึงสมาชิกรอบตัวจะเปลี่ยนหน้าไป แต่พวกมึงห้ามหายตัว แต่ตอนนี้ดูแล้ว กว่าจะครบทีมอีกครั้ง คงอีกหลายปีเหมือนกัน ถึงตอนนั้นคงได้ดิบได้ดีกันไปหมดแล้วแหละมั้ง

เพื่อนบางมด แก๊งค์สามช่า นำทีมโดยบอย พีท ต๊อบ แบงค์ เปา แย้ เฮียเป็ด เอก (และวิว) น้องอู๊ด เพื่อนร่วมชีวิตมหาลัย 4 ปี สุข เศร้า เหงา แห้วมาด้วยกัน ทำตัวให้ว่างด้วย จะนัดกินข้าวด้วยกันเร็วๆ นี้แหละ ... ขอบคุณเพื่อนบางมดห้องเอบี สกล อ๋อง ลอง อ้อม แอ้ม โซ่ เดียร์ จุ้ง ฯลฯ สำหรับความช่วยเหลือทุกอย่าง ถึงเราแทบจะไม่เคยเรียนด้วยกันเลย แต่ทุกคนจริงใจมากๆ

ขอบคุณเพลงเป็นพิเศษ สำหรับความช่วยเหลือหลายๆ อย่าง รวมถึงเรื่องที่ยอมให้รบกวนแบบไม่ต้องเกรงใจ ฝากขอบคุณไปถึงคุณแม่เพลงด้วย ที่ช่วยแจกและรวบรวมแบบสอบถามสำหรับวิทยานิพนธ์ให้ กลับไปแล้วจะแวะไปเยี่ยมคุณแม่บ่อยๆ ไม่ให้เหงา

ขอบคุณพี่จอย สำหรับความช่วยเหลือทางด้านเอกสาร ด้านธุรการ หอพัก ฯลฯ ก่อนเดินทางมาเรียนในช่วงแรก ต้องขอโทษอีกครั้งที่รบกวนพี่ตอนที่พี่มาหาที่อังกฤษครับ

ขอบคุณเพื่อนร่วมคลาส และ เพื่อนร่วมหอ ตลอดเวลาที่อังกฤษ และ เยอรมัน ถึงพวกมึงจะอ่านภาษาไทยไม่ออก แต่กูก็จะขอบคุณ ใครทำดีกับเราไว้ เราไม่เคยลืม

ขอบคุณพลอย เจี๊ยบ พี่แบงค์ สพพ.๘ ที่ใช้เวลาในการเรียนที่อังกฤษพร้อมกัน ถึงจะอยู่คนละเมือง และไม่เคยจะได้เจอหน้ากันเลย แต่ทุกคนพร้อมที่จะแชร์ปัญหาที่เจอในช่วงที่เรียน ฟังเรื่องบ่น ชีวิตที่เหมือนๆ กันของคนไกลบ้าน ... หวังว่าทุกคนคงประสบความสำเร็จเช่นกัน

ขอบคุณพี่ๆ เพื่อนๆ นิวมินิโซไซตี้ ที่ให้กำลังใจ เลี้ยงส่ง และพูดคุยด้วยตลอด ทุกคนอบอุ่นมากๆ ขอบคุณพี่เอ๊กซ์ พี่แพม พี่มิน พี่แบ๊งค์ พี่ฟั้น เหมย พลอย ปอมเม่ ฯลฯ และเว็บบอร์ดเล็กๆ แห่งนั้น ทำให้เราหายเหงาไปได้ไม่น้อย

ขอบคุณเพื่อนร่วมคุยยามเหงา อัพเดทข่าวสารบ้านเมือง ถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ ทั้งทางโทรศัพท์ MSN Skype อีเมล บล็อค ฯลฯ อย่างต่อเนื่องไม่มีขาดสาย ขอบคุณเป็นพิเศษให้อิ๊บ พี่เนย พี่นูร์ เจ๊ปิ๊ก ศิโร น้องนัท แอ้ และ ป๋อมด้วย

ขอบคุณคุณเม๋ย์ my possible impossibility นางเอกตลอดกาล สำหรับทุกๆ อย่าง ความเข้าใจ อดทน ความสุข ดีใจ เสียใจ (น้ำตาไหลพราก) และเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ทั้งหมด (โน้ววว เป็นไปไม่ได้!!) ถึงแม้จังหวะเวลาจะไม่ค่อยสวย ก็ขอให้อดทนหน่อยนะ แค่หนึ่งปี ความสำเร็จก็จะตามไปหาคุณอย่างแน่นอน =)

จากใจเลยว่า ทุกคนที่กล่าวมามีส่วนกับการเรียนจบของเราในครั้งนี้จริงๆ ... ขอโทษถ้าเราตกชื่อใครไปนะ เพราะรู้ว่าจริงๆ ยังมีอีกมาก ... เรายังไม่มีอะไรจะตอบแทนให้นะ ตอนนี้ก็ยังตกงานอยู่ เป็นเด็กจบใหม่สดๆ ร้อนๆ ใครมีงานให้ทำ ก็อนุเคราะห์ด้วย (ยังรบกวนไม่เลิก) ... แต่เมื่อมีโอกาส เราไม่เคยลืม และ จะไม่มีวันลืมทุกคนแน่นอน

ขอขอบพระคุณ

Friday, 12 September 2008

จบ!

12-Sep-08

จบ!


หนึ่งปีของความพยายามในการเอาชนะสิ่งที่เรียกว่า ปริญญาโท ก็จบลง และเราก็เป็นผู้ชนะเสียด้วยสิ!!

วันนี้ตื่นไปสอบ Oral Defense หรือสอบจบ ตั้งแต่เช้า เป็นหนึ่งชั่วโมงที่มีความหมายมาก ขั้นตอนก็ไม่ยุ่งเท่าไหร่หรอก แต่ความยากเนี่ย ไม่น้อยเลย .... ต้องเอาสไลด์ที่เตรียมตัวในระยะเวลาอันสั้น ซ้อมมาอย่างดีจนสลบไปทุกคืน (สองสามคืนเท่านั้นแหละ พูดเหมือนจะเยอะ) เอาไปพรีเซนต์ทุกอย่างที่ทำใน thesis ในเวลา 20 นาที ที่ขนาดบีบจนเหลือเรื่องละนิดเดียว ยังแทบจะไม่ทัน แล้วก็ต่อด้วย session ที่เรียกว่า defense อย่างจริงจัง ถามตอบกันอีก 45 นาทีเต็มๆ กับ professor ที่รุมถามแบบไม่ยั้งมือ โดนไปสิบกว่าคำถามได้

โดนซักแบบละเอียดยิบเลยล่ะ ทุกจุดที่ไม่เคลียร์หรือมีช่องว่างใน thesis เนี่ย ไม่มีหลุดรอด บางคำถามก็ตั้งใจจะถามมาฆ่ากัน (ภาษาชาวบ้านเรียกว่า ถามกวนตีนแหละนะ) บางคำถามก็รอดมาได้ด้วยความสามารถพิเศษในการแถ แต่โดยรวมค่อนข้างสวย และเป็นที่พอใจ (แหละมั้ง)

เสร็จจาก defense ก็โดน prof เชิญให้ออกไปนอกห้อง เพื่อที่ prof จะได้ discuss กัน แล้วก็ให้เกรดมาเลย (อยากทราบเกรด ถามได้หลังไมค์) ก็รอ ๆ ๆ ๆ ซักเกือบสิบนาทีได้ โดนเรียกกลับไปอีกที ก็มีการจับมือแสดงความยินดี เรียนจบแล้ว ...

เฮ้ยยย เรียนจบแล้ววววววววว (ทำหน้าดีใจที่สุดในรอบหนึ่งปี)

จึงเรียนมาเพื่อทราบ !!

Sunday, 7 September 2008

ปิดเล่ม

7-Sep-08

ปิดเล่ม

เพิ่งบ่นไปวันก่อน ว่า prof. ที่นี่ตอบอีเมลกันไม่ค่อยเป็น ก็ได้เรื่องทันที เพราะเมื่อวาน prof. ก็ตอบอีเมลมาครบทุกท่าน ก็เลยมีความคืบหน้ามารายงานนี่แหละ

อย่างแรกเลยก็คือ ได้วันสอบ Oral defense แล้ว ... หรือที่เคยบอกไป ว่ามันคือการสอบจบ ต้องเตรียมสไลด์ไปพรีเซนต์ทุกอย่างที่ทำไปกับ thesis แล้วก็ถามตอบให้รอด ไม่โดนต้อนจนมุม ชี้เป็นตายในหนึ่งชั่วโมง ลุ้นยิ่งกว่าเหรียญทองโอลิมปิค

อ้าว ลืมบอกวัน .. ก็จะได้สอบเช้าวันศุกร์ที่ 12 กันยาฯ นี้นะฮะ ... สิบโมงเช้าเป็นต้นไป ถ้าผ่าน ก็เป็นอันจบการศึกษา หลังจากนั้นก็ลัลล้าได้สบาย

เรื่องต่อมาก็เป็นเหตุจากที่วันก่อนส่ง final draft ของ thesis ไปให้ prof. ที่ปรึกษาทั้งสองท่านพิจารณา ก็ได้ความมาในอีเมลว่ามีส่วนที่ต้องแก้หลายส่วนเลย ... จากที่วางแผนไว้ว่า weekend นี้จะจัดการทำสไลด์ให้เสร็จ ก็ผิดแผน เพราะต้องมานั่งแก้ paper ให้เรียบร้อยก่อน หมดไปอีกวันนึงเต็มๆ แถมยังต้องมานั่งทำความเข้าใจบางเรื่องเพิ่มเติม เพราะเดาจากอีเมลแล้ว วัน defense คงโดนถามเรื่องเหล่านี้เยอะมาก และอาจจนมุมได้ ถ้าไม่เข้าใจมันอย่างดี



ตอนนี้ก็เป็นอันว่า ปิดเล่ม thesis เรียบร้อย คงไม่เปิดมาแก้อีกแล้ว กับความพยายามเกือบ 300 ชั่วโมงกับไฟล์นี้ในระยะเวลาสองเดือนเศษๆ ... คิดสถิติแล้วก็ตกใจ เฉลี่ยแล้วเปิดไฟล์นี้มาทำวันละ 5 ชั่วโมงเลยเหรอเนี่ย ไม่นับเวลาที่เอาไป research ข้อมูลอีก แต่ถ้ามันจบและผ่านไปได้จริงๆ ต่อให้หนักกว่านี้ก็คุ้มล่ะนะ

ลืมบอกไปว่า ความจริงไม่ได้ตั้งใจจะสอบ defense เร็วขนาดนี้หรอก แผนเดิมคือกะว่าจะนัดสอบประมาณวันที่ 16-17 กันยาฯ จะได้มีเวลาเตรียมสไลด์กับซ้อมพรีเซนต์เยอะหน่อย แบบหลวมๆ... แต่ prof. ดันไม่ว่าง ต้องบินไปเมืองนอกตั้งแต่ 13 ถึง 24 กันยาฯ เลย เค้าก็ให้เลือก ว่าจะสอบวันที่ 12 เช้า หรือจะสอบวันที่ 25 ... มีแค่สองวันให้เลือก เลยต้องจำใจเลือกวันที่ 12 เพราะอยากให้ทุกอย่างมันจบๆ ไปซะที !!

อีกไม่กี่วันก็จะจบแล้ว ช่วงนี้หนักแค่ไหนก็จะไม่บ่นแล้วล่ะ


Friday, 5 September 2008

Final Draft

5-Sep-08

Final Draft


ปิดเล่มเสียที กับ thesis ที่ทำลายชีวิตมากว่าสามเดือน ที่บอกว่าทำลายชีวิตนี่ไม่ได้ล้อเล่น .. เพราะแทบจะไม่ได้ออกไปไหนเลย ใช้เวลากว่า 90% อยู่ในห้อง และ 75% อยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ วนเวียนซ้ำซากอยู่ทุกวัน เวลาที่ใช้นอกห้อง คือไปซุปเปอร์ฯ ซื้อของมาทำกิน ออกไปกินข้าว ไปมหาลัย ห้องสมุด หรือถ้าวันไหนอากาศดีมากๆ ก็คว้ากล้องออกไปเดินเล่น ถ่ายรูปในเมืองซักหน่อย แค่นั้น...

มาถึงวันนี้ ก็จัดการส่ง thesis ฉบับ final draft ไปให้ professor ที่เป็น thesis committee ทั้งสองท่านแล้ว ... final draft ก็คือเป็นฉบับที่เราคิดว่าสมบูรณ์ที่สุด ส่งไปเพื่อรอ comment กลับมาแก้ไขครั้งสุดท้าย ก่อนที่จะส่งเป็น final hardcopy เย็บเล่มสามฉบับให้กับทางมหาลัย ... ซึ่งก็วางแผนไว้แล้วล่ะ ว่าจะส่ง final hardcopy ให้ได้ภายในอาทิตย์หน้า

จากนั้นก็เป็นขั้นตอนของการนัดวันสอบ oral defense หรืออธิบายง่ายๆ ก็คือ สอบจบ นั่นแหละ ... oral defense ปกติใช้เวลาประมาณชั่วโมงนึง ต้องทำพรีเซนต์ทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับ thesis ให้กับ thesis committee แล้วก็ตอบคำถาม ถกเถียงประเด็นกัน แล้วก็จะรู้ผลในเกือบทันทีเลยว่า จบหรือไม่จบ

ตอนนี้ก็ทำได้แต่รอ รอ แล้วก็รอ ... คำตอบจาก prof. ที่น่าเบื่อสุดๆ เพราะไม่รู้เลยว่าเค้าจะตอบ email มาเมื่อไหร่ (ปกติตอบช้ามากกกก) ระหว่างนี้ ก็นั่งทำ slide สำหรับพรีเซนต์ oral defense รอไปเรื่อยๆ .... เอาไว้ได้วันสอบแล้วจะมาเล่าให้ฟังอีกที

ใกล้จบแล้วล่ะ ... เกือบครบปีละ

Wednesday, 3 September 2008

เกรดออก

4-Sep-08

เกรดออก


สวัสดีเดือนกันยายน

เรียนมาจนหมดเลคเชอร์ไปได้สามเดือนแล้ว ตอนนี้ก็ได้เกรดมาครบทุกวิชา หลังจากที่ติดปัญหากับวิชา Project Management ไป (เคยบ่นให้ฟังใน blog ไปแล้ว) ผลก็ออกมาสวยงาม ผ่านทุกตัวคร้าบ

เล่าเรื่องระบบเกรดของเยอรมันให้ฟังนิดนึง ส่วนมากบ้านเราก็จะคุ้นกับระบบเกรด 4.00 กันใช่มั้ย... คือ 4.00 ถือว่า เก่งสุด เทพสุด ตั้งใจเรียนสุด ฯลฯ ... ถ้าระบบของมหาลัย ก็จะเป็น A B C D … F (ตัว E หายไปไหนวะ) ... แต่ระบบของเยอรมัน จะเป็น 1.0 ไล่ไปจนถึง 6.0 .. ปล่อยให้งงกันไป

เกรด 1.0 ของเยอรมันเนี่ย ถือว่าดีที่สุดละ เทียบเท่าเกรด A นั่นแหละ ... แล้วก็จะค่อยๆ ไล่ความโง่ลงมา เป็น 1.1, 1.2 ….. 2.0 ….. 3.0 …. 4.0 ซึ่งถือว่า 4.0 เนี่ย คือเกรดต่ำสุดที่ผ่านแล้วล่ะ (เทียบเท่าเกรด D) ... เด็กไทยมาเรียนเยอรมัน แล้วได้เกรด 4.0 เนี่ย อย่าคิดว่าได้เต็มนะเฟ้ย ... นั่นแปลว่า มึงเกือบตกแล้วตะหาก

จาก 4.0 ก็ยังมีเกรด 5 กับ 6 อีกนะ ... เกรด 5 คือ ตก แบบเข้าใจในบทเรียน (เท่ปะล่ะ) เหมือนเป็นการปลอบใจไง ว่าถึงจะตก แต่กูก็เข้าใจนะเฟ้ย (ต้องเรียนใหม่อยู่ดี ฟาย) .. ส่วนเกรด 6 ไม่ต้องพูดถึง เป็นระดับการตกแบบต่ำเตี้ยเรี่ยราด เรียนมาทั้งเทอม ไม่เข้าใจห่าอะไรเลย แนวนั้น

ส่วนสเกลในช่วงระหว่าง 1 – 4 เนี่ย ก็ไม่สามารถไปเทียบกับ A – D ได้ตรงๆ อีก ... เพราะการที่ใช้ระบบตัวเลขเนี่ย มันทำสเกลได้ละเอียดกว่า .. อย่างเกรด 2.3 ของเยอรมัน ก็น่าจะอยู่ระหว่าง C+ กับ B ... แหละมั้ง

ส่วนเกรดข้าพเจ้า .. พูดไปก็อายหมา ไม่พูดละกัน เอาเป็นว่าผ่านหมด เปลี่ยนเรื่องคุย

โค้งสุดท้าย

ตอนนี้ก็โค้งสุดท้ายของ Thesis แล้วล่ะ ... เรียกว่าอยู่ในขั้นตอน final draft ละ รอส่งไปให้ thesis readers อ่านทั้งสองท่าน แล้วก็รอ feedback กลับมาปิดเล่ม ... ภายในอาทิตย์นี้คงต้องนัดวันสอบ Oral Defense ด้วย เอาไว้มาเล่าอีกทีละกัน ว่า Oral Defense เนี่ย เป็นยังไง... เมื่อวานแอบไปดูเพื่อนสอบมาแล้วหนึ่งราย ... ถึงตายเลยล่ะ!!